กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพไทย ครั้งใหญ่ เตรียมนำ “นวดไทย” และ “สมุนไพรไทย” ร่วมโชว์ศักยภาพบนเวทีระดับโลกในงาน Thailand Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ณ จังหวัดภูเก็ต มุ่งผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมรองรับตลาดสุขภาพระดับสากล
ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีจุดแข็งโดดเด่นด้านการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “นวดไทย” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ควบคู่ไปกับ “สมุนไพรไทย” ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาจากวัตถุดิบและองค์ความรู้ดั้งเดิมสู่สารสกัด ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และประสบการณ์การดูแลสุขภาพ (Wellness Experience) ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) สะท้อนให้เห็นถึงความเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจ Wellness ในประเทศไทย โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นอยู่อันดับที่ 24 ของโลก และอันดับที่ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในมิติเชิงลึกพบว่า Wellness Tourism: มีมูลค่า 14.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 Traditional & Complementary Medicine (T&CM): มีมูลค่าอยู่ที่ 3.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.นพ.พงศธร กล่าวเพิ่มเติมว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการบูรณาการภาคการท่องเที่ยว สุขภาพ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความแตกต่างให้กับบริการ Wellness ของไทย สำหรับ งาน GWS 2026 ถือเป็นโอกาสทองในการประกาศศักยภาพด้านสุขภาพและภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก โดยกรมฯ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานทั้งในด้านบริการและผลิตภัณฑ์ ด้านนวดไทย เดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานบุคลากร พร้อมพัฒนาเทคนิคการนวดเฉพาะทางเพื่อดูแลกลุ่มอาการต่าง ๆ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพผู้ให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ด้านสมุนไพรไทย มุ่งต่อยอดสู่นวัตกรรมสุขภาพ (Wellness Innovation) ตั้งแต่ระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและเปิดประตูสู่ตลาดโลก

การผลักดัน Wellness ไทยสู่ตลาดโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ให้แก่คนไทยในทุกระดับอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ผู้ให้บริการนวดไทย แพทย์แผนไทย เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร วิสาหกิจชุมชน ไปจนถึงผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สปา และบริการสุขภาพในพื้นที่
ภายในงาน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มอบ Gift Set “น้ำหอมว่านสาวหลง” แก่แขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงาน โดย “ว่านสาวหลง” เป็นพืชอัตลักษณ์แห่งล้านนามาต่อยอดผ่านนวัตกรรม การสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยระดับพรีเมียม สะท้อนการผสาน ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวลเนสที่มีมูลค่า พร้อมส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสุขภาพ และสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการยกระดับทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สินค้าและบริการเวลเนสมูลค่าสูง รองรับการแข่งขันในตลาดโลก
ดร.นพ.พงศธร กล่าวในตอนท้ายว่า “ความร่วมมือและการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่าง ชุมชน ผู้ประกอบการ บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมตอกย้ำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน ต่อไป”

